เทศน์เนื่องในโอกาสเข้าพรรษา ปี2026 ณ วัดไทยลาสเวกัส
กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา โย กาลฆโส ภูโต ส ภูตปจนึ ปจิติ
ณ โอกาสบัดนี้ อาตมาภาพจะได้แสดงพระธรรมเทศนาพรรณาถึงเรื่องความไม่ประมาทในชีวิต ด้วยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ แปลว่า "การได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก" หมายความว่าการได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง การเกิดเป็นมนุษย์ เป็นโอกาสทอง เป็นห้วงเวลา ที่มีคุณค่ามากที่สุด ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกทั้งยังได้พบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสฟังเทศน์ฟังธรรม เกิดความเข้าใจ เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา ในทางธรรมท่านเปรียบว่า สัตว์โลกมีจำนวนนับไม่ถ้วน เมื่อตายไปโอกาสที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไปเกิดในอบายภูมิ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานเป็นต้นเสียมากกว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นโอกาสอันประเสริฐที่สุด เพราะเป็นภพภูมิเดียวที่สามารถศึกษาธรรมะและสร้างบุญบารมีเพื่อหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ สิ่งที่ได้โดยยาก 4 ประการ ตามหลักธรรมนั้น ได้แก่: กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ : การได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ : ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย เป็นการยาก กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ : การได้ฟังพระสัทธรรม เป็นการยาก กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท : การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า เป็นการยาก เมื่อพวกเราชาวพุทธ ได้ ตระหนักถึง การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่งนัก จึงไม่ควรเป็นผู้ประมาทในการใช้ชีวิต เพราะว่า กาลเวลา หรือกาฬยักษ์ ฆสติ เคี้ยวกิน กลืนกิน ภูตานิ สรรพสิ่งที่มีภูตรูป หรือสัตว์ทุกชนิด สพฺพาเนว สหตฺตนา กาลเวลานี้ นอกจากกลืน กินสรรพสิ่งแล้ว ยังกลืนกินตัวมันเองอีกด้วย ในช่วงที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นช่วงเวลาที่น้อยนิดเดียว เราจะจัดสรรเวลาอย่างไรดี ถ้าจัดสรรเวลาไม่เป็น ก็จะถูกกาฬยักษ์กลืนกิน โบราณไทยเรา เอาเรื่องกาลเวลามาเป็นเรื่องใหญ่ ผูกปริศนาธรรมว่า มียักษ์ตนหนึ่ง มีหน้าอยู่ ๓ หน้า มีตาอยู่สองข้าง ข้างหนึ่งสว่าง ข้างหนึ่งริบหรี่ มีปากอยู่ ๑๒ ปาก มีฟันไม่มากปากละ ๓๐ ซี่ เคี้ยวกินสัตว์ทั่วทั้งปฐพี ถามว่ายักษ์ตนนี้คือใคร มีหน้าอยู่ ๓ หน้า คือ หน้าร้อน หน้าหนาว หน้าฝน มีตาอยู่ สองข้าง ข้างขึ้น ข้างแรม มีปากอยู่ ๑๒ ปาก ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน มีฟันไม่มาก ปากละประมาณ ๓๐ ซี่ เดือนหนึ่งๆมีประมาณ๓๐ วัน เคี้ยวกินสัตว์ทั้งปฐพี บนพื้นแผ่นดินก็ดี ในน้ำก็ดี บนบกก็ดี ในอากาศก็ดี ถูกเคี้ยวกินหมด ยักษ์ตนนี้คือใคร ก็คือกาลเวลา โบราณท่านจึงว่า อันเงินทอง หล่นหาย ย้อนไปหา ยังมีหวัง พบพา ปะสบสม แต่คืนวันผ่านไป ไม่ปรารมภ์ จะนิยมย้อนหลังอย่าหวังเลย อันเวลาและวารี มิได้มีจะคอยใครเรือเมล์และรถไฟ มันก็ไปตามเวลา โอ้เอ้และอืดอาด มักจะพลาดปรารถนา ชวดแล้วจะโศกา อนิจจาเราช้าไป ดังนั้นห้วงเวลาที่เกิดเป็นมนุษย์จึงถือว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้เรียนรู้ บาป บุญ คุณ โทษ สิ่งที่เป็นประโยชน์สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทางนรก ทางสวรรค์ ทางนิพพาน แต่ถ้ามนุษย์ไม่เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ มนุษย์ก็จะถูกกาฬยักษ์ คือเวลา กลืนกินเสียเปล่า การได้เกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้อายุยืนยาวนานเลย ไม่เกิน ๑๐๐ ปีก็ จากไป แต่ที่สำคัญ ใครบ้าง จะบริหารเวลาได้ดีที่สุด วันนี้ก็ถือว่าทุกท่านได้บริหารเวลาเป็นอย่างดี บางท่าน ตอนเช้าไปทำงาน ตอนเพลก็มาทำบุญทำกุศล อุทิศไปถึงญาติพี่น้อง พ่อแม่ที่ล่วงลับ ก่อนที่ผู้วายชนม์จะได้บุญจากเรา เราเองก็ได้บุญก่อน คือได้ ทานมัย บุญที่ได้จากการบริจาคทาน ศีลมัย บุญที่ได้จากการรักษาศีล ภาวนามัย บุญที่เกิดจากการภาวนา อปจายนมัย บุญที่ได้จากการอ่อนน้อมถ่อมตน เวยยาวัจจมัย บุญที่ได้จากการขวนขวายช่วยทำกิจต่างๆ ธัมมัสสวนมัย บุญที่ได้จากการฟังธรรม ธัมมเทสนามัย บุญที่ได้จากการแสดงธรรม ปัตติทานมัย บุญที่ได้จากการแบ่งปันส่วนบุญ ปัตตานุโมทนามัย บุญที่ได้จากการอนุโมทนาส่วนบุญ ท้ายที่สุดคือทิฏฐุชุกรรม การทำความเห็นให้ถูก ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วเข้าใจสัจธรรมชีวิต เกิดสัมมาทิฏฐิบุญกิริยาวัตถุครบ ๑๐ ประการ วันนี้ยิงปืนทีเดียวได้บุญ ๑๐ อย่างวันนี้ถือว่าทุกท่านได้จัดสรรเวลาให้กับตนเองและคนที่รักตนเอง จะหาเวลาดีๆ ให้กับตนเอง มีเวลาให้กับครอบครัว มีเวลาให้กับสังคม มีเวลาให้กับประเทศชาติ มีเวลาให้กับพระศาสนา ฉะนั้นวันนี้ อาตมาภาพจึงขอให้ทุกท่านจงเห็นคุณค่าของกาลเวลา ถ้าจัดสรรเวลาเป็น ประโยชน์สูงสุดจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ดั่งคาถาที่ได้ยกขึ้นมาเบื่องต้นนั้นว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ กาลเวลามันเคี้ยวกินสรรพสิ่ง สพฺพาเนว สหตฺตนา มันเคี้ยวกินตัวมันเองด้วย เคี้ยวกินตัวมันเอง คือยังไง กล่าวคืออดีตก็วิ่งไม่ทันปัจจุบัน ปัจจุบันก็ไปไม่ทันอนาคตนั่นแหละคือกาลเวลามันกลืนกินตัวมันเอง มันกลืนกินสรรพสิ่งที่มีชีวิต เราถูกกลืนมาแล้วตามอายุขัย สุดท้าย กาลเวลามันกลืนกินตัวมันเองคนที่ไม่ถูกกาลเวลา หรือกาฬยักษ์กลืนกิน ผู้เดียวในโลกคือพระอรหันต์ เพราะท่านไม่เกิดแก่ เจ็บ ตายอีกแล้ว
เทสนาวสาเน ในท้ายที่สุดแห่งการแสดงพระธรรมเทศนา ในอัปปะมาทะคาถาอตมภาพ ขอคุณแห่งพระรัตนตรัยจงคุ้มครองอภิบาลรักษาญาติโยมทุกๆท่าน ประดุจดั่งดวงจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นสว่างไสว ส่องแสงไกลทั่วไปในโลกหล้า ด้วยคุณธรรมที่ทุกท่านบำเพ็ญมา จงนำพาชีวิตพิชิตภัย ประสบสุขสิริสวัสดิ์มหรรถผล เกษมดลนิพพานอันสดใส ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย ทวีชัยให้สุขทุกเมื่อ เทอญฯ พรรณนามา ก็สมสมัยได้เวลาขอสมมุติยุติลงคงไว้เพียงเท่านี้ เอวัง
ก็มีด้วยประการ ฉะนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น